21 วิธีช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย สบาย และนานขึ้น

การนอนของลูกน้อยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ เพราะการนอนถือเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลูกน้อยให้สมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นเด็ก ๆ ควรได้นอนหลับ 12-18 ชั่วโมง ต่อวัน แต่บางครั้งการที่จะทำให้ลูกน้อยนอนหลับได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เด็กบางคนไม่ยอมนอนหรือนอนได้ไม่นานก็ร้องตื่น ดังนั้นเราจึงมีวิธีช่วยให้ลูกของคุณนอนหลับได้ง่าย สบาย และนานขึ้นกว่าเดิมดังนี้ค่ะ

21 วิธีช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย สบาย และนานขึ้น

1.กล่อมลูกนอนโดยไม่สบตา เด็กจะชอบสบตาพ่อแม่ และจ้องมองอยู่อย่างนั้นคุณแม่หลีกเลี่ยงได้โดยการหลับตากล่อม ลูกก็จะหลับตาตามไปด้วยค่ะ

2. อาบน้ำอุ่นให้ลูก เพื่อให้ร่างกายลูกผ่อนคลายและสบายตัว แล้วจึงพาเข้านอน ลูกจะหลับสบาย และหลับได้ยาวมากขึ้นค่ะ

3. กล่อมลูกนอนในเปลที่ไกวได้ หรือที่นอนเด็กแบบมีระบบสั่นเบา ๆ จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกเพลิดเพลินและหลับไปเองค่ะ

4. ให้ลูกนอนดูดนม เมื่อลูกน้อยได้นอนดูดนมจากเต้าของคุณแม่หรือดูดนมจากขวด ก็จะทำให้ลูกเคลิ้มหลับไปด้วยความเพลิดเพลินค่ะ

5. ที่นอนลูกควรจะปลอดโปร่ง ไม่ควรมีหมอนเล็ก หรือตุ๊กตามากเกินไปเพราะอาจทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก ถ้าถูกสิ่งของเหล่านี้กดทับอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

6. กลิ่นหอมๆช่วยได้ กลิ่นหอมของลาเวนเดอร์ กลิ่น น้ำมันหอมระเหย หรือกลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มก็สามารถทำให้ลูกหลับได้ง่ายและสบายเช่นกันค่ะ

7. เมื่อลูกสบายท้องก็หลับยาว หลังจากลูกกินนมเสร็จไม่ว่าจะดูดจากเต้านมของแม่หรือจากขวดนม ถ้าหลับไปทั้งอย่างนั้นคุณแม่ควรอุ้มขึ้นไหล่เพื่อให้เรอก่อนจับนอน จะทำให้ลูกไม่อึดอัดท้องทำให้หลับได้นานขึ้นค่ะ

8. สัมผัสรักจากคุณ จับลูกนอนบนที่นอนและใช้มือลูบเบา ๆ ที่หน้าอกหรือข้างหลังก็ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ

9. ฝึกลูกให้นอนหลับเป็นเวลา เมื่อลูกคุ้นชินแล้วพอถึงเวลาลูกจะนอนเองและเป็นเด็กนอนง่ายค่ะ

10. เสื้อผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญ ใส่เสื้อผ้าลูกให้เข้ากับอากาศ เนื้อผ้าควรนุ่ม และโปร่งสบายตัวไม่ระคายเคืองผิวค่ะ

11. อุณหภูมิห้องเหมาะสม อุณหภูมิในห้องนอนไม่ควรเย็นหรือร้อนเกินไปสำหรับผิวเด็ก ดังนั้นควรวัดอุณหภูมิห้องนอนให้ดีค่ะ

12. แสงสว่างเหมาะสม ในห้องนอนไม่ควรสว่างมากเกินไป ในเวลากลางวันอาจจะปิดม่านให้แสงเข้าเล็กน้อย ส่วนเวลากลางคืนควรมีแสงสลัว ๆ เล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นลูกได้ชัดเจนค่ะ

13. นวดสัมผัสก่อนนอน การนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ลูกก่อนนอนก็ทำให้ลูกหลับยาวถึงเช้าได้ค่ะ

14. ลดเฉอะแฉะจากผ้าอ้อม เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อย ๆ หรือเลือกใช้ผ้าอ้อมที่มีการซึมซับได้นานจะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายตัวไม่เฉอะแฉะ ทำให้ลูกนอนหลับได้ยาวขึ้นค่ะ

15. หาวิธีคลายเครียด ถ้าลูกรู้สึกเครียดไม่ยอมนอนง่าย ๆ จุกนมหลอกสามารถทำให้ลูกผ่อนคลายและเผลอหลับไปเองได้ค่ะ

16. สร้างความคุ้นเคย สำหรับเด็กทารกแรกคลอดในช่วงสัปดาห์แรกบางคนอาจจะไม่ชินกับโลกใบใหม่ คุณแม่สามารถใช้ผ้าห่อตัวลูกเวลานอนได้ค่ะ จะช่วยทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นเสมือนอยู่ในอ้อมกอดของคุณแม่ทำให้นอนได้นานขึ้นค่ะ

17. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ก่อนเข้านอนให้คุณอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่แบเบาะ ลูกจะเป็นคนรักการอ่านและรู้จักเวลาว่าใกล้ถึงเวลาต้องเข้านอนแล้วค่ะ

18. พาลูกเข้านอนเมื่อถึงเวลานอน คุณแม่ควรสังเกตอาการอยากนอนของลูก เช่น ถ้าเริ่มส่ายหัว หรือขยี้ตา นั่นแสดงว่าถึงเวลาที่ลูกต้องนอนแล้ว ทีนี้การกล่อมให้ลูกหลับก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ

19. ให้ลูกฟังเสียงเพลงที่คุ้นเคย อาจจะเป็นเสียงกล่อมของคุณแม่ หรือเพลงที่ลูกเคยฟังตั้งแต่อยู่ในท้องค่ะ

20. บรรยากาศในการนอนที่ดี เลือกให้ลูกนอนในห้องที่เงียบ หรือไม่วุ่นวายจนเกินไปก็ทำให้ลูกหลับได้นานขึ้นค่ะ

21. บางทีคุณอาจไม่ต้องทำอะไรเลย ถ้าเด็ก ๆ ง่วงมาก ๆ ก็จะหลับไปเองค่ะ แต่อย่าปล่อยจนลูกเกิดอาการเครียดนะคะ เพราะลูกยังเด็กยังจัดการควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก: http://www.maerakluke.com/

ความฉลาดทั้ง 7 ด้าน หรือ 7Q ที่ควรรู้

 ความฉลาดทั้ง 7 ด้าน หรือ 7Q ที่ควรรู้

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายๆท่านน่าจะเคยได้ยินคำว่า IQ EQ กันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เราจะมีทำความรู้จักกับทั้ง 7Q หรือความฉลาดทั้ง 7 ด้านกันนะคะ

IQ : Intelligence Quotient

ความฉลาดทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ การคำนวณ การใช้เหตุผล การเชื่อมโยงปัจจัยที่มีผลต่อ IQ ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้คือพันธุกรรม ส่วนที่สามารถควบคุมได้ คือภาวะโภชนาการ สภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม จะเห็นว่าเราควบคุม IQ ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ต่างจาก Q อื่นๆ ซึ่งควบคุมได้ง่ายกว่า เพราะเกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูโดยตรง ปัจจุบันนักวิจัยยืนยันว่า IQ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในชีวิต เช่น การทำงาน การเรียนแค่ 20% เท่านั้น

EQ : Emotional Quotient

ความฉลาดทางอารมณ์ เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเองและแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตนเอง รายงานการศึกษาหลายชิ้นสรุปตรงกันว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและอาชีพการงาน ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปล้วนแต่มี EQ ดีทั้งสิ้น และสิ่งที่น่าดีใจก็คือ EQ สามารถปรับเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาขึ้นได้ด้วยเหตุนี้คนจึงหันมาให้ความ สำคัญกับ EQ กันมาก ว่ากันจริงๆ แล้ว EQ ค่อนข้างกว้างมาก น่าจะเป็นหัวข้อใหญ่ที่ครอบคลุม Q ต่างๆ ได้ทั้งหมด และพ่อแม่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะลงรายละเอียดในประเด็นต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่พอพูดถึง EQ ก็มักจะมุ่งไปที่การเป็นเด็กอารมณ์ดีซะมาก จนอาจมองข้ามรายละเอียดบางข้อที่มีประโยชน์กับเด็ก เช่น การปลูกฝังกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย เด็กจะสามารถควบคุมตัวเองได้ต่อเมื่อพ่อแม่ฝึกระเบียบวินัยให้ รู้จักควบคุมลูก พูดง่ายๆ คือไม่ตามใจในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งพบความสัมพันธ์ว่า เด็กที่พ่อแม่สอนเรื่องระเบียบวินัยดีๆ มักจะเป็นเด็กซึ่งมี EQ ดีตามมา

CQ : Creativity Quotient

ความฉลาดในการริเริ่มสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเล่น งานศิลปะ การประดิษฐ์สิ่งของ CQ จะสัมพันธ์กับเรื่องการเล่น ถ้าเด็กได้เล่นอย่างอิสระตามความชอบและเหมาะกับวัย เด็กก็จะมีความคิดสร้างสรรค์
การปลูกฝังเรื่องนี้จึงอยู่ที่พ่อแม่มีเวลา เล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการกับลูก เช่น การเล่นศิลปะ การหยิบจับของใกล้ตัวมาเป็นของเล่น การเล่านิทาน เป็นต้น


MQ : Moral Quotient

ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤติดี รู้จักผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบ มีจริยธรรม เป็นแนวคิดที่มุ่งตอบคำถามว่าการที่เรามีคนที่ IQ ดี EQ สูง แต่ถ้ามีระดับคุณธรรมจริยธรรมต่ำก็อาจใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็ เป็นได้ MQ จึงเน้นเรื่องการปลูกฝังความดีงามให้กับเด็ก ซึ่งตรงกับหลักศาสนาหลายศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี เด็กที่มี MQ ดีมักเป็นเด็กเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นและเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย การที่เด็กจะมี MQ เกิดขึ้นได้นั้นต้องเริ่มต้นจากการที่เด็กรู้จักถูกผิด สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ ซึ่งจะใช้วิธีการบอกด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแสดงให้เด็กเห็นอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการสอนด้วยจึงจะได้ผล

PQ : Play Quotient

ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น เกิดจากความเชื่อที่ว่าการเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้หลายด้าน ทั้งพัฒนาการด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม PQ จึงเน้น ให้พ่อแม่เล่นกับลูก ถึงกับมีคำพูดที่ว่าพ่อแม่เป็นอุปกรณ์การเล่นที่ดีที่สุดของลูก การที่พ่อแม่ให้ลูกขี่คอ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนหา เล่านิทาน สามารถสร้างเสริมพัฒนาลูกได้ดีกว่าของเล่นพัฒนาการแพงๆ เพราะนอกจากพัฒนาการด้านร่างกายและสติปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว ลูกยังได้รับความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขไปพร้อมกับคำสอน หลักคิดต่างๆ ที่สอดแทรกระหว่างที่เล่นด้วย

AQ : Adversity Quotient

ความฉลาดในการแก้ไขปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี และพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหา เอาชนะอุปสรรคความยากลำบากด้วยตัวเอง ไม่ย่อท้อง่ายๆ จริงๆ แล้วความฉลาดในด้านนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะเด็กจะเรียนรู้วิธีการมองและจัดการปัญหาจากผู้ใหญ่รอบข้าง ว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ต้องยอมจำนน เป็นโอกาสหรือเป็นเรื่องน่าท้าทาย แต่ก็อยู่ที่พ่อแม่ด้วยว่าจะเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกเผชิญกับการแก้ปัญหาด้วย ตัวเองหรือไม่

SQ: Social Quotient
ความฉลาดทางสังคม คือ การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ปรับตัวเข้าหาผู้อื่นได้ การได้เล่นกับเพื่อนๆในวัยเดียวกัน ทำกิจกรรมกลุ่มหรือฝึกทำงานกับเพื่อน คบเพื่อนที่หลากหลาย ช่วยเสริมสร้างทักษะในการมีมนุษยสัมพันธ์ ทำให้เด็กสามารถปรับตัวได้ง่าย

เป็นยังไงกันบ้างคะได้รู้จักกับความฉลาดทั้ง 7 ด้านกันแล้ว จะเห็นทักษะทั้ง 7 ด้านมีความสำคัญมากพอๆกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะช่วยส่งเสริมน้องให้มีพัฒนาการทางด้านต่างๆ อย่าโฟกัสเพียงแค่ทางด้านใดด้านหนึ่ง เพราะทุกๆด้านจะช่วยให้ลูกๆของเราเติบโตเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งสูงสุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ: http://www.dek-d.com/board/view/1157949/

กุมารแพทย์ประสบการณ์ 30 ปี โชว์วิธีโอ๋เด็กให้ “หยุดร้องไห้” ในเวลาไม่กี่วินาที

วิธีทำให้เด็กหยุดร้องไห้ใน 30 วินาที

กุมารแพทย์ประสบการณ์ 30 ปี โชว์วิธีโอ๋เด็กให้ “หยุดร้องไห้” ในเวลาไม่กี่วินาที!!

ถ้าใครมีลูกคงประสบปัญหาการโอ๋ลูกๆของเราให้หยุดร้องไห้ โดยเฉพาะในที่สาธารณะ เพราะเกรงว่าเสียงเด็กร้องไห้จะไปรบกวนคนอื่นเขา ส่วนมากก็จะเป็นวิธีการอุ้มเขย่าๆ หรือไม่ก็เอาของเล่นมาล่อ

ดอกเตอร์ Robert Hamilton กุมารแพทย์จาก Santa Monica ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ทำให้เขาได้ค้นพบวิธีการปลอบเด็กให้หยุดร้องไห้ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาที แถมยังดูน่ารักอีกด้วย

ในคลิปนี้คุณหมอได้อธิบายเกี่ยวกับการกล่อมลูกให้หยุดร้องไห้ด้วยการจับก้นแล้วส่ายเบาๆ “คุณไม่ต้องทำท่าประหลาดๆให้เด็กอีกต่อไป” คุณหมอได้กล่าวไว้

ถ้าลูกเรากำลังร้องไห้ เพียงแต่ทำตามขั้นตอนตามคลิปวีดีโอนี้

 

ใครที่กำลังมีลูกน้อยขี้แยก็ลองเอาวิธีนี้ไปลองทำกันได้นะคะ

ที่มา boredpanda 

เทคนิคสอนลูกให้ฉลาด

เทคนิคสอนลูกให้ฉลาด

เทคนิคสอนลูกให้ฉลาด

เทคนิคดีๆ สอนลูกให้ฉลาด จาก พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ 

นอกจากการเลือกของเล่นเสริมพัฒนาการที่ดีและเหมาะกับน้องๆแล้ว นอกจากได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างพัฒนาการในด้านต่างๆ ด้วย แต่ทั้งนี้ ของเล่นเป็นเพียงแค่ตัวช่วยคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น สิ่งหลักในการเล่นกับน้องๆ ก้อคือตัวคุณพ่อคุณแม่เองคะ การเล่นกับน้องๆ ด้วยของเล่นต่างๆ ควรรู้วิธีการเล่นที่ถูกต้อง จะช่วยให้น้องๆเล่นของเล่นชิ้นนั้นๆได้นานคะ ลองมาฟังเทคนิคเต็มๆในคลิปกันนะคะ…

 

คู่มือการเลี้ยงลูกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ ง่ายแค่ปลายนิ้ว

คู่มือการเลี้ยงลูกสำหรับคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่

Nutri Advanced แอพพิเคชั่นสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่จะช่วยแนะนำข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับลูกน้อย

ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ (Nutri Start) จนถึงคุณแม่ที่คลอดลูกน้อยแล้ว (Nutri Check)

ได้รับการสนับเนื้อหาโดย สมาคมเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์(ไทย) และชมรมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก

รับรองไม่มีมั่วนิ่มคะนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ไดอารี่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการบันทึกสิ่งต่างๆเกี่ยวกับลูกน้อยสามารถดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้งระบบ iOS และ Android

ระบบ iOS สามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์นี้: https://itunes.apple.com/br/app/nutri-advance/id1031788415?mt=8

ระบบ Android สามารถดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งค์นี้: https://play.google.com/store/apps/details?id=th.co.dumex.nutriadvance&hl=it


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: Youtube Ceemeagain Chatpawee

เรียบเรียงข้อมูลโดย: PhinKidToys

ไอคิวเด็กไม่สูง!!! เพราะการเลี้ยงลูกแบบเทวดา

ผลวิจัยจากแพทย์หญิง จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว กล่าวว่า “เด็กไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียน เก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น”

ไอคิวสูงไม่ได้หมายถึงเรียนเก่ง แต่หมายถึงรู้จักใช้ชีวิต คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็น พึ่งพาตัวเองได้และเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่น

“เด็กไทยไอคิวต่ำ” นั่นไม่ได้การพูดเล่นๆ หรือพูดโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน เพราะคุณหมอคนนี้ทำงานด้านเด็กมาทั้งชีวิต

แพทย์หญิง จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายก สมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาเด็ก นพลักษณ์ ธรรมะ และการพัฒนาสมอง รวมถึงพัฒนาจิต เพราะคุณหมอพบว่า การเป็นแพทย์ที่มุ่งรักษาโรคอย่างเดียว เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เมื่อปี 2543 คุณหมอจึงเริ่มค้นหางานวิจัยที่เกี่ยวกับเด็ก และพบว่ามีงานวิจัยเหล่านี้น้อยมาก

คุณหมอบอกว่า ในยุคนั้นหมอเด็กก็ทำตามความรู้ ส่วนใหญ่เน้นเรื่องการดูแลรักษาและส่งเสริมสุขภาพ การพัฒนาเด็กไม่ค่อยมีคนสนใจ คนทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงรวมตัวกันทำวิจัยระยะยาวในเด็กไทย เริ่มติดตามตั้งแต่แม่ที่ตั้งท้อง…โดยเก็บข้อมูลจากเด็กทั่วประเทศ

ณ ปัจจุบัน คุณหมอจึงเลือกที่จะเป็นวิทยากรอิสระ จัดรายการทีวี อบรมให้ความรู้พ่อแม่เด็กและครู เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเด็ก เพราะคุณหมอมีข้อสรุปว่า การเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวแบบไทยๆ ไม่ว่ารวยหรือจน โดยเฉลี่ยแล้วทำให้เด็กไทยไอคิวต่ำกว่าอายุจริง….

  • เมื่อสำรวจทั่วประเทศ คุณหมอพบว่า เด็กไทยไอคิวต่ำ อยากให้อธิบายเพิ่มเติม ?

ก็คืออายุสมองต่ำกว่าอายุจริง ยกตัวอย่างเด็กอายุ 10 ปีก็ควรมีสมองอายุ 10 ปี แต่เด็กไทยมีอายุสมองแค่ 8 ปี นี่เป็นค่าเฉลี่ยนะ เราสำรวจตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับประถม เด็ก 6 เดือนแรกวัดจากพัฒนาการ เด็กวัยนี้เฉลี่ยแล้วมีศักยภาพทางสมองสูงกว่า 130 เป็นตัวชี้วัดที่เรียกว่าต้นทุนดี ไม่มีปัญหา เพราะเรายังไม่ได้ใส่อะไรให้เด็ก แต่พอผ่านการเลี้ยงดูไปถึงระบบโรงเรียน เด็กจะไอคิวต่ำตั้งแต่ขวบแรก นี่แสดงถึงผลของสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ โรงเรียน ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก ทำให้ถดถอย

คือถ้าเราเลี้ยงแบบตามมีตามเกิด โดยไม่มีความเข้าใจมากพอ ผู้ใหญ่มีโอกาสมากที่จะใส่สิ่งไม่ดีให้ลูก เพราะความรู้สึกของเรา เรารักลูก ก็ไม่อยากให้ลูกทำงาน เพราะพ่อแม่เคยเหนื่อยมาก่อน เป็นความคิดของคนไทยสมัยนี้ ต่างจากสมัยก่อน พ่อแม่ฐานะไม่ดีก็ให้ลูกทำงานตั้งแต่เด็ก นั่นเป็นวิธีที่ทำให้เด็กได้ใช้ร่างกายและสมองแก้ปัญหาชีวิต ดูแลตัวเอง แต่เด็ก สมัยนี้ถูกเลี้ยงแบบเทวดา ไม่ใช่ลูกคนรวยอย่างเดียวนะ คนฐานะไม่ดี ก็เลี้ยงแบบนั้น ไม่ให้ทำอะไรเลย เรียนหนังสืออย่างเดียว ต่างจากสมัยก่อน พ่อ แม่ทำนา ลูกต้องช่วยทำนา พ่อแม่อาจไม่รู้หรอกว่า การให้ลูกช่วยทำนาเป็นสิ่งที่ดี พ่อแม่ทำเพราะความจำเป็น แต่ยุคนี้แม้จะจำเป็น ก็ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา อยากให้ออกจากบ้านไปเรียนหนังสือ เติบใหญ่จะได้เป็นข้าราชการ ทุกคนตั้งความหวังกับการเรียนในโรงเรียน ก็คือ เรียนหนังสือสิ แล้วลูกคุณจะฉลาด ซึ่งไม่จริงเลย

  • ไม่จริงอย่างไรคะ

ในโรงเรียน อยากถามว่า ครูคนหนึ่งดูแลเด็กกี่คน ถ้าโรงเรียนดีๆ ห้องหนึ่งไม่เกิน 25 คน โรงเรียนทั่วไป 50 คน ไม่มีทางที่ครูจะดูแลเด็กขนาดนั้นได้ดีเท่าพ่อแม่ จากงานวิจัยของเราที่ทำมา 5 ปีตามเด็กทั่วประเทศสี่พันกว่าคน ได้เห็นการเลี้ยงดูเด็ก ถ้าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกเป็นชาวนา เด็กก็ต้องแสวงหาเอง อย่างเก่งก็ลูกจ้างในโรงงาน คนเราจะฉลาด ไม่ได้มาจากการสอนในระบบโรงเรียน มันต้องสะสมตั้งแต่เด็ก ก็คือ ฉลาดในตัวเองก่อน รู้จักใช้กล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหว การหัดคิด กระบวนการทุกอย่างทำให้เด็กฉลาดได้

ในช่วงวัยอนุบาล ให้ฝึกทักษะพื้นฐาน ในโรงเรียนดังๆ มีการสอนเด็กเล็กให้อ่านหนังสือ เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกอ่านหนังสือได้เร็วๆ ซึ่งจริงๆ แล้วการอ่านหนังสือ พ่อแม่สอนลูกได้เลย เพราะยังไงเราก็เก่งกว่าลูกวัยนั้น ครูก็แค่มาต่อยอด เพราะเด็กมีทักษะพื้นฐานการดำเนินชีวิตในความเป็นมนุษย์มาแล้ว การมาโรงเรียนเป็นทางลัด และเด็กก็ต้องมีกระบวนการทดลองด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่การศึกษาไทยทำคือ สอนแล้ว…สอบ

  • เด็กไม่พัฒนาตัวเองในหลายด้าน เพราะปัญหาการเลี้ยงดู ?

ตามเทรนด์แล้ว มีสถิติยืนยันว่า เด็กไทยไอคิวต่ำลง ทุกปี ในต่างประเทศ รัฐบาลตั้งเป้าเลยว่า เด็กของเขาไอคิวจะเท่าไหร่ แต่เด็กไทยไม่อาจตั้งเป้าได้เลย เมื่อไม่มีการตั้งเป้า ก็ไม่มีนโยบายสนับสนุน ปกติไอคิวเด็กดูจากอายุจริงกับอายุสมองต้องเท่ากัน ต้องไอคิวประมาณ 100 ตอนนี้ไอคิวประมาณ 89-91 แปลว่าต่ำกว่าอายุจริง 10 เปอร์เซ็นต์ ตามเกณฑ์แล้วยังไม่ถือว่าสติปัญญาไม่ดี แต่ถือว่าเป็นเด็กกลุ่มปัญญาทึบ

  • ปัญญาทึบเลยหรือคะ

อายุ 10 ขวบ แต่ยังคิดแบบเด็ก 8 ขวบก็ถือว่าปัญญาทึบ ถ้าพ่อแม่จะคาดหวังว่า เด็กอายุแค่นี้จะเข้าใจเหมือนเด็ก 10 ขวบ มันไม่ได้ เวลาจะสอนลูก ก็ต้องรู้ว่า ลูกอายุเท่าไหร่ ควรสอนแบบไหน ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยคือ เด็กเป็นผู้ใหญ่ช้า สิ่งที่ตัดสินใจความเป็นผู้ใหญ่คือ ความคิดความเข้าใจต่อสิ่งรอบข้างเชิงนามธรรม ดังนั้นเวลาทดสอบไอคิวจะทดสอบเรื่องนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญในการเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะได้เข้าใจกระบวนการคิด เรื่องเหตุผล เข้าใจกฎธรรมชาติ และรู้วิธีการดำเนินชีวิต ถ้าคุณบอกว่า ลูกอายุ 20 ปีบรรลุนิติภาวะ ไม่ใช่เลย หากลูกคุณสมองแค่ 17 ปี

  • ปัญหาครูไม่เข้าใจก็มีส่วนทำให้เด็กพัฒนาช้าลง ?

ครูก็สอนตามหลักสูตร ให้สอนอะไรก็สอน ถ้าพ่อแม่ไม่เติมให้เต็มก่อนเข้าโรงเรียน เด็กพร่องมา ขณะที่ลูกไม่พร้อม เด็กก็ไม่รับ เด็กบางคนอยู่อนุบาลปีที่ 3 ยังใส่เสื้อผ้าไม่ได้ กินข้าวเองไม่ได้ เพราะมีคนรับใช้ตามป้อนข้าว ถ้าเป็นอย่างนั้น เข้าประถมหนึ่งจะเรียนอะไรได้

  • เพราะพ่อแม่ทำทุกอย่างให้ลูก อยากให้ลูกสบาย ?

เอาแค่ปัญหาการพูดภาษาไทย ซึ่งเป็นการสื่อสาร เป็นกระบวนการการคิดทั้งหมด เมื่อพูดไปแล้ว คนอื่นจะเข้าใจเราหรือไม่ เมื่อคนอื่นพูด เราเชื่อเขาไหม คิดต่อได้ไหม ซึ่งตรงนี้เด็กไทยขาด เพราะเข้าใจภาษาได้ช้า พูดคำแรกตอนอายุ 11 เดือน ขณะที่เด็กฝรั่งพูดได้ตอนอายุ 8 เดือน พอเด็กอายุขวบครึ่ง เด็กฝรั่งจะมีตัวชี้วัดต้องพูดได้เกิน 150 คำ แต่เด็กไทยพูดได้เพียง 15 คำ เพราะพ่อแม่ไม่สอน คิดว่า เมื่อถึงเวลาเด็กจะพูดเอง มันไม่ได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องสอน ถ้าไม่สอนเด็กก็เรียนแบบสะเปะสะปะ ถ้ายังพูดไม่ได้ แม่พูดกับลูก แล้วลูกจะเข้าใจหรือ พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าการพัฒนาเด็กตั้งแต่เกิดจนถึง 6 ปีสำคัญมาก แม้จะมีหนังสือเลี้ยงลูกออกมามากมาย แต่คนไทยไม่อ่านหนังสือ ดูแต่ทีวี แล้วถามว่าในทีวีมีอะไรที่สอนเด็กได้

ตามหลักการ เด็กก่อน 3 ขวบ ไม่ควรดูทีวี พ่อแม่ต้องไม่ดูทีวีด้วย เราเป็นมนุษย์ เราต้องเรียนจากมนุษย์ด้วยกัน ต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่สิ่งสมมติ ในทีวีเป็นสิ่งสมมติ ในวัยนี้ถ้าให้ลูกดูทีวี เด็กไม่อาจแยกแยะได้ว่า อะไรจริง หรือไม่จริง เด็กจะมีความสับสน ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง ตั้งแต่การพูด บุคลิกภาพ นิสัยใจคอ การดำเนินชีวิต เมื่อเด็กไม่ถูกสอน และพ่อแม่ไม่คิดว่าต้องเป็นต้นแบบ หวังแค่ว่า เลี้ยงๆ ให้โต เมื่อโตก็ส่งไปโรงเรียน ถ้าเป็นแบบนี้ เป็นการเลี้ยงแบบไม่มีคุณภาพ

พอไปถึงโรงเรียน ครูก็ถามว่า พ่อแม่ไม่สอนหรือ ครูก็มีหลักสูตรต้องทำ นี่คือประเด็นเรื่องความไม่ต่อเนื่องในการดูแลลูกตามวัย ความเข้าใจก็มีน้อย เอาง่ายๆ เลยเพื่อนหมอเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนที่นครราชสีมา เขาพยายามฝึกเด็กปลูกผักเองเ พื่อให้เด็กอยากกินผักที่ปลูก พ่อแม่เด็กเป็นชาวนาวิ่งมาหาครูใหญ่ แล้วบอกว่า ส่งลูกมาเรียนหนังสือนะไม่ได้ให้มาทำสวน แทนที่จะมาดูว่าลูกทำอะไร เด็กเรียนรู้จากการเติบโตของธรรมชาติ ถ้าเด็กเข้าใจวิธีการดำเนินชีวิต พอโตเป็นวัยรุ่น จะพูดกันง่าย แต่เดี๋ยวนี้พ่อแม่ไม่มีเวลา แต่มีเงินซื้อของเล่นให้ลูก ทำให้เด็กมีทัศนะต่อการดำเนินชีวิตที่ผิด

  • เมื่อพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลา จึงพยายามซื้อสิ่งของให้ คุณหมอมองเรื่องนี้อย่างไร?

ก็เราเป็นสังคมบริโภคนิยม เราคิดว่าการมีเทคโนโลยีคือความทันสมัย จริงๆ มันเป็นแค่เครื่องมือ แต่เราไปเชิดชูมันมากไป จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลอารมณ์ตัวเอง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น เด็กตีกัน ติดยา เพราะเด็กไม่เข้าใจตัวเอง และกำลังแสวงหา ถ้าพ่อแม่ไม่ใช่ต้นแบบที่ดี เด็กๆ ก็ไปเอาแบบอย่างดารานักร้อง แล้วคนกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบอะไร ถ้าเด็กอยากเป็นดารากันหมด แล้วใครจะปลูกข้าว ทำเสื้อผ้าให้เราใส่ อันนี้เป็นคุณค่าในสังคมที่เกี่ยวโยงกันหมด ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องการดูแลเล็ก เราก็มีส่วนทำให้สังคมแย่ลง

  • พัฒนาการเป็นตัวชี้วัดไอคิวอย่างไร

สมองเด็กไทยทำงานอย่างไร มีวุฒิภาวะเหมาะกับอายุหรือยัง ยกตัวอย่าง เด็กอัจฉริยะของเรากลายเป็นเด็กโง่ เพราะครูไม่เข้าใจ เด็กบางคนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะโง่ แต่เขารู้แล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งมีหลานอายุ 5 ปี แม่อ่านหนังสือกับลูกตั้งแต่เด็ก เด็กอยู่บ้าน ก็อ่านเอนไซโคลปีเดีย ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ พอไปโรงเรียนครูให้ต่อจุด เด็กไม่ทำ เพราะอยากรู้เรื่องอื่นแล้ว แต่ครูไม่สอนจะให้ต่อจุดอย่างเดียว นี่เป็นเด็กอนุบาลนะ

  • ศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมด คุณหมอนำมาใช้ในการให้คำปรึกษาครูและพ่อแม่เด็กอย่างไร

ถ้าเราจะพัฒนาเด็ก เราต้องทำงานกับครู พ่อแม่และคนในองค์กร มีพ่อแม่จำนวนมากอยู่กับลูกทุกวัน แต่ไม่เข้าใจลูก คำถามเดี่ยวที่พ่อแม่ถามคือ ลูกดื้อจะทำอย่างไร ผู้ใหญ่ก็ตีความคำว่า ดื้อ คือไม่ทำตาม เด็กอายุเท่านี้ ถ้าลูกไม่เข้าใจก็ทำไม่ได้ หรือช่วงวัยที่กำลังทดสอบผู้ใหญ่ อย่างลูกไม่กินข้าวจะทำอย่างไร การกินข้าวเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แสดงว่าคุณทำบางอย่างที่ทำให้ลูกคุณกินอย่างอื่น คุณต้องแก้ไข ถ้าคุณมีนมเต็มตู้เย็น และขนมมากมาย เด็กจะกินข้าวได้อย่างไร เพราะความปรารถนาดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นโทษ สร้างนิสัยไม่ดี ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อไม่กินข้าว ก็ให้อดสักสองมื้อ ลูกก็จะกินข้าวเอง อีกอย่างพ่อแม่ต้องสังเกตว่า ลูกใช้พลังงานด้านไหนมาก บางคนชอบคิด ชอบจินตนาการ บางคนใส่ใจเรื่องอารมณ์ ถ้าเป็นเด็กที่ใช้แรงเยอะจะไม่ค่อยใส่ใจคนอื่น เราก็ต้องฝึกให้เขาใส่ใจคนอื่นบ้าง ถ้าพ่อแม่แรงไม่ค่อยมาก จะสู้แรงลูกไม่ไหว จึงต้องรู้ว่า จะทำให้ลูกสมดุลได้อย่างไร

  • ถ้าจะแก้ไขปัญหาเด็กในระดับมหภาค มีคำแนะนำอย่างไร

คงแก้ไขได้ยาก เพราะระบบย่อยไม่ได้ถูกแก้ ยกตัวอย่างปัญหาครอบครัวแตกแยก จากข้อมูล มีจำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนแม่จะคลอดลูก คนที่เป็นพ่อทิ้งลูกแล้ว ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงแทน ซึ่งคนแก่จะดูแลเด็กลำบาก ขัดขว้างพัฒนาการในหลายด้าน เคยมีตัวอย่างเด็กสองขวบไม่ยอมเดิน เพราะยายอุ้มไว้ตลอด ส่วนพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ในช่วงได้อยู่กับลูก ก็ใช้เวลากับลูกให้เต็มที่ ไม่ใช่ทุกคนนั่งดูทีวี ครอบครัวไทยเป็นแบบนี้หมด พอลูกเป็นวัยรุ่น มีปัญหา คุณจะโทษใคร เพราะช่วงที่มีเวลาอยู่กับลูก คุณไม่อยู่ พอเด็กโตแล้วก็ไปอยู่กับเพื่อน คุณจะเรียกร้องให้กลับมาเป็นเด็กเล็กๆ อีก เป็นไปไม่ได้ และต้องบอกเลยว่า โรงเรียนไม่สามารถพัฒนาลูกคุณได้เต็มร้อย เพราะสอนตามหลักสูตร แล้วจะหาครูที่มีคุณภาพ ในประเทศไทยมีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

  • แก้ระบบใหญ่ไม่ได้ ?

ไม่ได้ ต้องกลับมาที่ครอบครัว เพราะตอนนี้สังคมไทยถูกกระตุ้นกิเลสในตัวเอง ให้ซื้อและซื้อ ต้องรอให้สังคมล่มสลายก่อน เป็นหนี้เป็นสิน เหมือนอาร์เจนติน่า ต่อไปคุณจะดำเนินชีวิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะทุกอย่างในประเทศเราเป็นของใครก็ไม่รู้

  • นอกจากเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเองได้น้อย การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญ นี่คืออีกปัญหาหนึ่ง ?

ครอบครัวตะวันตกเลี้ยงลูกให้พึ่งพาตัวเอง ตั้งแต่เด็ก ปล่อยให้ลูกแสวงหา ถ้ามีปัญหา พ่อแม่ก็ช่วย พอพ่อแม่แก่เฒ่า ลูกก็มาดูแล แต่คนชราฝรั่งจะไม่ชอบอยู่กับลูก เพราะชอบอิสระ อยากไปเที่ยวไหนก็ไป ส่วนสังคมญี่ปุ่นสอนลูกเรื่องการทำงาน ระเบียบวินัย และจริยธรรมจะเน้นมาก นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าสังคมญี่ปุ่นเครียด เพราะอยู่ในระเบียบ แต่ด้านหนึ่งก็ดี ส่วนสังคมไทยเป็นสังคมสบายๆ ทรัพยากรเยอะ เมื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเป็นเมืองต้องการระเบียบวินัยมาก ถ้าอย่างนั้นคนที่ด้อยโอกาสจะถูกเอาเปรียบ เราสนใจเรื่องการพัฒนาตึก ถนน แต่ไม่วางฐานเรื่องการดำเนินชีวิต วินัยของครอบครัว ความเอื้อเฟื้อแบบคนไทย

แม้จะมีความทันสมัย แต่ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีเราไม่ได้ผลิตเอง ซื้อเข้ามา จึงไม่แปลกที่บางคนเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือทุกเดือน เพราะคนไทยปรับตัวในเชิงวิถีชีวิตไม่ทัน เราไม่เตรียมรับกับการเป็นสังคมเมือง ในชนบทก็เอาวิถีชีวิตแบบเมืองเข้าไปใส่ เห็นขยะเกลื่อนไปหมด นี่คือปัญหาการบริหารประเทศ คือ ใช้นิสัยแบบไทยเดิม ทิ้งขยะไปทั่ว และตอนนี้ไม่ใช่แค่ขยะใบตองเหมือนสมัยก่อน แต่เป็นขยะพลาสติก

  • ในอนาคต ดูเหมือนจะฝากความหวังไว้กับเด็กไทยได้ยากยิ่ง ?

ไม่มีอนาคต ลำบากแน่ ยิ่งเราตามเทคโนโลยีเร็วเท่าไหร่ แล้วเราไม่พร้อม เราจะกลายเป็นผู้บริโภคที่ไม่มีวิจารณญาณ ถามว่าเด็กไทยอายุ 20 ปีแต่อายุสมอง 17 ปี การตัดสินใจในการเลือกซื้อของ ถ้ามีเงินร้อยบาท คุณจะซื้ออะไร ก็ต้องซื้อของที่มีประโยชน์และจำเป็น แต่ถ้าซื้อของโดยไม่มีวิจารณญาณ เงินที่ได้มาก็ไม่เกิดประโยชน์

  • มองลบเกินไปหรือเปล่าคะ

ก็ไม่ลบ ลองดูเทรนด์สิ ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่รับเทคโนโลยีเข้ามาโดยที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง จะมีปัญหามาก ยิ่งเปิดรับเทคโนโลยีเสรีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นเหยื่อของคนที่แสวงหากำไร โดยที่ไม่ได้แยกแยะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กของเรา

  • สังคมไทยกำลังเดินไปสู่จุดนั้น ?

แน่นอน นี่ยังไม่ได้พูดถึงภัยพิบัตินะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะมีเด็กสักกี่คนดูแลตัวเองได้ ถ้าตกไปอยู่กลางเกาะ หุงข้าวไม่เป็น จะทำอย่างไรให้อยู่รอด พ่อแม่ทุกคนควรถามตัวเอง ถ้าไม่ได้เลี้ยงลูกให้พึ่งตัวเอง วันหนึ่งพลัดพรากจากกัน ลูกจะดูแลตัวเองได้ไหม รู้ไหมว่า ผักชนิดไหนกินได้หรือกินไม่ได้ หรือเลี้ยงลูกมายี่สิบปี ได้เกียรตินิยมแล้วกระโดดตึกตาย แบบนี้เอาไหม คนเราต้องฉลาดทุกส่วน คิดเป็น ไม่เบียดเบียนคนอื่น

ดังนั้นพ่อแม่ต้องรู้ความสามารถลูก ตรงไหนขาดต้องช่วย ตรงไหนเก่งต้องเสริม อย่าไปใช้ทัศนคติของเราเป็นตัวตัดสิน ปัญหาใหญ่ของพ่อแม่คือ อคติของตัวเอง ต้องยอมรับความเป็นธรรมชาติของลูก เด็กบางคนมีความเก่งอย่างหนึ่ง แต่พ่อแม่ไม่ยอมรับ ยกตัวอย่างการเป็นสถาปนิกที่เก่ง ไม่ได้ใช้แค่วิชาที่เรียน แต่ใช้วิชาความเป็นมนุษย์ รู้จักอารมณ์ของมนุษย์ ธรรมชาติของสี แสง และรูปทรง เรื่องพื้นฐานพวกนี้ต้องสอนตั้งแต่เด็กเรียกว่ามิติสัมพันธ์ ซึ่งเป็นฐานคณิตศาสตร์ แต่เราสอนคณิตศาสตร์แบบที่เด็กไม่ชอบ สอนให้ท่อง ทั้งๆ ที่เป็นวิชาในชีวิตประจำวัน แต่ถูกแปลงจากรูปธรรมเป็นสัญลักษณ์ เราไปเน้นสัญลักษณ์ท่องสูตร ทำให้เด็กไม่เข้าใจ ถ้าเราสอนเป็น ทำให้เด็กคุ้นเคยกับรูปทรง สี พื้นผิว เมื่อเด็กเรียนรู้มาถึงจุดหนึ่งจะแปลงเป็นสัญลักษณ์ได้เอง พ่อแม่บางคนสอนเด็กด้านศิลปะ ดนตรี พอมาเรียนในโรงเรียน เขาจะเก่งกว่าเด็กคนอื่น

  • เด็กๆ ขาดการเรียนรู้เรื่องมิติสัมพันธ์อย่างไร ?

ขาดทุกเรื่อง ก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กต้องรู้จักใช้กล้ามเนื้อ ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ต้องดี แต่เราจะสอนแค่สัมผัสทางตาและหู อย่างอื่นเราไม่สนใจ เด็กเล็กๆ ต้องสอนให้ลงมือทำ ดู ชิม ความรู้สึกภายในเป็นอย่างไร เมื่อโตขึ้นเขาจะค่อยๆ แปลงข้อมูลเหล่านี้เป็นนามธรรม เพราะมนุษย์เรียนรู้ด้วยการเลียนแบบ เด็กไม่ได้เรียนรู้จากการสั่งสอน จริงๆ แล้วเด็กแอบดูพ่อแม่ทุกวัน พ่อพูดแบบนี้ แต่ทำอีกแบบ แล้วลูกจะเชื่อไหม เราจะเรียนรู้มากที่สุดเวลาที่เราไม่รู้ตัว มันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์

  • นั่นหมายถึงพ่อแม่ก็ต้องมีวุฒิภาวะด้วย ?

อย่างเรื่องสมอง ก็ต้องดูด้วยว่า ที่เราทำแบบนี้ บางครั้งเกิดจากภาวะเซลล์ที่มีปฎิกิริยากัน เพราะเซลล์มีเกิดตายตลอดเวลา มันก็เห็นอนิจจังในการเปลี่ยนแปลงร่างกายอยู่แล้ว ถ้าศึกษาลงไปถึงจุดเล็กๆ ก็คือการศึกษาธรรมะ และธรรมะก็คือธรรมชาติ การศึกษาร่างกายของมนุษย์ ก็คือ การศึกษาธรรมชาติ อยู่ที่ว่าเราปฎิบัติอย่างไร การที่เรานั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็เพื่อให้จิตเราได้พัก ได้เห็นตัวตนข้างในมากขึ้น


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: http://www.bangkokbiznews.com/

เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ (Attention Deficit & Hyperactive Disorders)

เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ (Attention Deficit & Hyperactive Disorders)

จะมีอาการ ผิดปกติที่เด่นชัด 3 ด้านหลักๆ ดังนี้

  1. ความบกพร่องเรื่องสมาธิ คือ เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ จะไม่สามารถควบคุม และคงสมาธิไว้ได้นาน จึงไม่สามารถทำงานให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้ มักจะทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ขี้ลืม ชอบทำของหาย เด็กจะมีอาการวอกแวกง่าย และเหม่อลอยเมื่อเด็กต้องทำงานที่ตนไม่ค่อยชอบ เช่น การบ้าน
  2. ความบกพร่องเรื่องพฤติกรรม คือ เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ จะซน ไม่อยู่นิ่ง กระสับกระส่าย ชอบเล่นมือ ขยุกขยิก บิดตัวไปมา ชอบลุกเดินบ่อยๆ หรือวิ่งไปรอบๆ ห้อง ชอบแหย่เพื่อน มักจะเปลี่ยนความสนใจค่อนข้างเร็วและบ่อย
  3. ความบกพร่องในการคิดและวางแผน คือ เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติ จะชอบทำอะไรเร็วๆ ไม่คิดหน้า คิดหลัง โต้ตอบทันทีทันใด พูดโพล่ง หรือพูดแทรกผู้อื่น โดยไม่ยั้งคิด ไม่มีความอดทน หรือ รอคอยสิ่งใดเป็นเวลานานๆไม่ได้ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมีแนวโน้มที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น เดินชนบ่อยๆ ทำให้มีแผลฟกช้ำดำเขียว

ปัญหาเหล่านี้ หากไม่ได้รับการแก้ไข หรือการบำบัดรักษาที่ถูกต้อง เมื่อเด็กโตขึ้นอาจมีปัญหาด้านการเรียน พฤติกรรม อารมณ์ และสังคมได้ นอกจากนี้ อาจจะส่งผลต่อการทำงานได้ อีก เช่น ไม่มีระบบในการทำงาน สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง มีปมด้อย และไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน หรือผู้อื่นได้ดี เช่น ชอบทำตัวแยกกลุ่มเมื่ออยู่กับเพื่อนๆ


คำแนะนำสำหรับผู้ปกครองในการช่วยเหลือและดูแลเด็กสมาธิสั้น และซนผิดปกติ

การปรับสิ่งแวดล้อม : คุณพ่อคุณแม่ควรให้มีสิ่งเร้าในบ้านน้อยที่สุด ปราศจากเสียงดังรบกวน ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ไม่ควรให้เด็กดูทีวีนานเกินไป เพราะเด็กจะได้ รับการกระตุ้นมากเกินไป อาจทำให้เด็กขาดสมาธิได้

การเพิ่มสมาธิ :ตัวอย่างเช่น ขณะที่ลูกทำการบ้าน คุณพ่อคุณแม่ควรใช้เวลาสอนลูกทำ การบ้านแบบตัวต่อตัว ไม่ควรให้ลูกทำการบ้านคนเดียว และควรหัดให้เด็กนั่งทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ลุกจากโต๊ะบ่อยๆ อาจจะเริ่มจากการให้นั่งนานสัก 5 นาที ในระยะเริ่มต้นแล้วค่อยเพิ่มระยะเวลานานขึ้นเรื่อยๆ

การเพิ่มความสามารถในการควบคุมตนเอง : คุณพ่อคุณแม่ควรจัดระเบียบวินัยในบ้านอย่าง สม่ำเสมอ และควรจัดตารางกิจวัตรประจำวัน เพื่อฝึกให้ลูกรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร

เด็กสมาธิสั้นและซนผิดปกติแต่ละคนจะมีความรุนแรงของอาการแตกต่างกัน ดังนั้น รายละเอียดของวิธีการต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย คุณพ่อคุณแม่ควรมีความจริงจังในการปฏิบัติตามขั้นตอนการบำบัดรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่องด้วยนะคะ


ขอบคุณข้อมูลดีๆจากเพจ: ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก Step Plus Center

เด็กพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือภาวะพูดช้า (Child’s Delayed language or speech development)

เด็กพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือภาวะพูดช้า (Child’s Delayed language or speech development)

พัฒนาการภาษาล่าช้าหรือภาวะพูดช้า (Child’s delayed language or speech deve lopment) หมายถึง เด็กอายุ 2 ขวบยังไม่เริ่มพูดเป็นคำที่มีความหมาย หรือเด็กอายุ 18 เดือนยังไม่พูดเป็นคำที่มีความหมาย ร่วมกับยังไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆได้

พบเด็กพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้าบ่อยไหม?

พบเด็กพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้าได้ประมาณ 5–8 % ของเด็กอายุ 2–5 ปี ส่วนใหญ่พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง 2–3 เท่า

พัฒนาการภาษาหรือการพูดปกติตามวัยเป็นอย่างไร?

การพัฒนาภาษาหรือการพูดปกติของเด็ก ควรเป็นดังนี้

อายุ พัฒนาการภาษา
4–6 เดือน หันหาที่มาของเสียง หัวเราะ ส่งเสียงอ้อแอ้ เล่นน้ำลาย
7-9 เดือน ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ ส่งเสียงยังไม่เป็นภาษา
10–12 เดือน ทำท่าตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบ พูดเป็นคำที่มีความหมาย
18 เดือน ชี้รูปภาพ/อวัยวะตามคำบอกได้ ทำตามคำสั่ง 1 ขั้นได้ พูดคำ 1 พยางค์ได้ 10 คำ
2 ปี พูดคำ 2–3 คำติดกันได้อย่างมีความหมาย
3 ปี พูดเป็นประโยคได้ เล่าเรื่องได้เข้าใจ 50 %

อะไรเป็นสาเหตุของพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้า?

สาเหตุของพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือภาวะพูดช้า ได้แก่

  1. การได้ยินผิดปกติ เด็กมีพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้าโดยไม่เข้าใจคำสั่ง พูดไม่ ได้ ร่วมกับ ไม่ตอบสนองต่อเสียง จ้องมองหน้าหรือริมฝีปากของคู่สนทนา และใช้ภาษาท่า ทางในการสื่อสาร อาจพบปัญหาทางอารมณ์ร่วมด้วยได้คือ ร้องไห้โวยวายเมื่อขัดใจเนื่อง จากไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้ แต่มีทักษะทางสังคมและการเล่นปกติ
  2. ภาวะสติปัญญาบกพร่อง/ปัญญาอ่อน เด็กมีปัญหาพัฒนาการล่าช้าด้านภาษาร่วมกับพัฒนาการด้านอื่นๆล่าช้าด้วย โดยเฉพาะความสามารถในการใช้ตาและมือทำงานประสานกัน เช่น การร้อยลูกปัด การต่อบล็อกไม้ หรือการวาดรูปทรงเรขาคณิต
  3. ออทิสติก (Autistic child ) เป็นภาวะที่เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าร่วมกับความบกพร่องด้านสังคม ทักษะการเล่นและมีพฤติกรรมหรือความสนใจหรือกิจกรรมที่ซ้ำๆ โดยเด็กจะไม่มองหน้า ไม่สบตา เรียกไม่หัน ไม่เข้าใจคำสั่ง ไม่มีภาษาท่าทางในการสื่อสาร เวลาต้องการอะไรจะไม่ใช้นิ้วมือของตัวเองชี้สิ่งที่ต้องการ แต่จะจับมือคนอื่นไปที่สิ่งนั้นแทน ไม่มีความสนใจร่วมกับคนอื่น ไม่แสดงความผูกพันกับคนเลี้ยง สีหน้าเรียบเฉย ไม่เข้าใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก ไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เล่นคนเดียว เล่นเสียงตนเอง ส่งเสียงไม่เป็นภาษา เล่นซ้ำๆ เล่นสมมติไม่เป็น ไม่แสดงท่าทางเลียนแบบ สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ เช่น เล่นแต่ล้อรถหรือใบพัด มีท่าทางหรือการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ติดวัตถุบางประเภท เอาของมาเรียงเป็นแถว ชอบของหมุนๆ ดูหนังการ์ตูนเรื่องเดิมๆ มีกิจกรรมเดิมๆซ้ำๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก
  4. พัฒนาการทางภาษาผิดปกติ เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้ากว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ และล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันโดยไม่ได้มีความผิดปกติของสมอง การได้ยิน กล้าม เนื้อที่เกี่ยวข้องกับการพูด โรคออทิสติก หรือขาดการดูแลอย่างเหมาะสม โดยเด็กจะมีพัฒนา การทางภาษาที่ผิดปกติในด้านต่างๆ ได้แก่ การเรียนรู้และความเข้าใจคำศัพท์จำกัด แต่งประ โยคไม่ถูกต้อง ใช้ภาษาไม่ถูกต้องตามสถานการณ์ทางสังคม จำแนกเสียงในภาษาไม่ได้ พูดไม่ชัด โดยพัฒนาการด้านภาษาที่ผิดปกติแบ่งเป็นกลุ่มดังนี้
    1. ความผิดปกติด้านการสื่อสาร (พูดช้ากว่าวัย) เด็กกลุ่มนี้ความเข้าใจภาษาปกติแต่บกพร่องด้านการสื่อภาษาจึงทำให้พูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน สามารถสื่อความต้องการได้โดยภาษาท่าทาง เมื่อพูดได้ จะสื่อสารและเรียนรู้ได้ทันเด็กปกติ
    2. ความผิดปกติด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา พัฒนาการภาษาล่า ช้าทั้งการเข้าใจภาษาและการใช้ภาษา ถ้าความบกพร่องรุนแรงจะส่งผลต่อทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ตามมาด้วย
    3. ความบกพร่องในการใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคม ทำให้เด็กมีปัญหาการใช้ภาษาในปฏิสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งต้องติดตามเพื่อแยกโรคจากกลุ่มออทิสติก
  5. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม การเลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา โดยส่วนใหญ่มักเป็นสาเหตุร่วมของภาวะพูดช้า แต่ถ้าเป็นสาเหตุหลักต้องเป็นการละเลยทอดทิ้งที่รุนแรง เมื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูให้เหมาะสม จะทำให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น

เมื่อไหร่ควรต้องไปพบแพทย์?

บิดา มารดา หรือผู้ปกครองควรนำเด็กพบแพทย์เมื่อ

อายุ พัฒนาการภาษา
18 เดือน ไม่เข้าใจหรือทำตามคำสั่งอย่างง่ายได้
2 ขวบ ไม่พูดเป็นคำที่มีความหมาย
2 ขวบ 6 เดือน ยังไม่พูด 2 คำติดกัน หรือยังไม่พูดเป็นวลี
3 ขวบ ยังพูดไม่เป็นประโยค

แพทย์วินิจฉัยเด็กมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้าหรือพูดช้าอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยเด็กมีพัฒนาการทางภาษาช้าหรือพูดช้า โดย

  1. การซักถามประวัติ: ประวัติพัฒนาการด้านภาษา ทั้งความเข้าใจภาษาและความสามารถในการสื่อสาร พัฒนาการด้านอื่นๆ ประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด ภาวะพูดช้าในครอบครัว การเลี้ยงดู
  2. การตรวจร่างกาย: เพื่อตรวจความผิดปกติของระบบประสาทและสมอง รวมถึงความผิดปกติแต่กำเนิดและความผิดปกติทางพันธุกรรม
  3. การสังเกตพฤติกรรม: ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับพ่อ แม่ และแพทย์ การเล่น ทักษะทางสังคม ภาษาท่าทางในการสื่อสาร พฤติกรรมซ้ำซาก พฤติกรรมการตอบสนองต่อเสียงและพฤติกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุของการพูดช้า
  4. การประเมินพัฒนาการ: ประเมินพัฒนาการด้านต่างๆ ได้แก่ การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (มัดที่ใช้ในการเคลื่อนไหว) กล้ามเนื้อมัดเล็ก (มัดที่เกี่ยวกับการใช้มือและสายตา) ความเข้าใจภาษา และการสื่อสาร การช่วยเหลือตัวเองและทักษะทางสังคม รวมถึงการตรวจ วัดระดับพัฒนาการหรือเชาวน์ปัญญา (IQ, Intelligence quotient) ซึ่งถ้าพัฒนาการด้านอื่นๆปกติ หรือเชาวน์ปัญญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษาปกติ จะบ่งบอกถึงการพยากรณ์โรคที่ดี
  5. การตรวจการได้ยิน

การดูแลรักษาช่วยเหลือเด็กควรทำอย่างไร?

ควรดูแลช่วยเหลือเด็กมีพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้า โดย

  1. ให้การเลี้ยงดูที่เอื้อต่อพัฒนาการด้านของเด็ก เช่น การเล่น การเล่านิทานการพูดคุยกับเด็ก ไม่ให้ดูโทรทัศน์มากเกินไป และควรสังเกตพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กอย่างใกล้ชิด
  2. ตรวจประเมินเพื่อหาสาเหตุของภาวะพูดช้าและให้การรักษาที่ตรงกับสาเหตุ รวมถึงใช้อุปกรณ์ช่วยฟังถ้ามีความบกพร่องทางการได้ยิน
  3. ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาและด้านอื่นๆที่บกพร่องอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเด็กให้มีโอกาสได้รับการส่งเสริมพัฒนาการในชีวิตประจำวัน และครอบครัวควรต้องมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการ
  4. การใช้ยา การใช้ยาอาจจำเป็นเพื่อบรรเทาปัญหาพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ซน ไม่อยู่นิ่ง ต่อต้าน อาละวาด ก้าวร้าว แต่ไม่มียา หรือวิตามิน หรืออาหารเสริมชนิดใดที่ทำให้พัฒนาการดีขึ้น
  5. ตรวจหาและรักษาความผิดปกติที่พบร่วม เช่น ปัญหาซน สมาธิสั้น การใช้กล้าม เนื้อมือและสายตา ทักษะทางสังคม และปัญหาการเรียนรู้
  6. การช่วยเหลือด้านการศึกษา ถ้าเด็กได้รับการประเมินจากแพทย์และโรงเรียนร่วมกันว่ามีความพร้อมเพียงพอ เด็กสามารถเข้าเรียนได้ตามวัย และควรเรียนในโรงเรียนทั่ว ไปร่วมกับเด็กปกติ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะทางสังคม การสื่อสารและทักษะอื่นๆในการดำรงชีวิตประจำวันไม่ใช่เพื่อเน้นเนื้อหาสาระในการเรียน ควรมีการจัดแผนการสอนเฉพาะ ตัวสำหรับเด็กโดยความร่วมมือของ ครู แพทย์ และพ่อแม่ให้สอดคล้องกับปัญหาและระดับพัฒนาการของเด็ก เช่น ใช้สื่อการสอนที่ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษา เช่น สื่อรูปภาพ เป็นต้น

คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ปกครอง

ผู้ปกครองควรให้การดูแลเด็กมีพัฒนาการภาษาล่าช้าหรือพูดช้า โดย

  1. สื่อสารกับเด็กมากขึ้นโดยเลือกใช้คำที่ง่ายและสั้น รวมถึงออกเสียงพูดให้ชัดเจน
  2. ควรพูดในสิ่งที่เด็กสนใจและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
  3. สร้างโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ทางภาษาเพิ่มเติมจากการเล่านิทาน การดูรูปภาพ การพูดคุย งดการดูโทรทัศน์และการเล่นหรืออยู่คนเดียว
  4. ฝึกพูดให้ลูกผ่านการพูดคุย โดยฟังลูกพูดอย่างตั้งใจ ตั้งคำถามที่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูก ช่วยขยายความคำตอบของลูก และชื่นชมเมื่อลูกร่วมมือในการฝึก

สรุป

การเลี้ยงดูลูกให้มีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาตามวัยจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการปกติ แต่อย่างไรก็ตามควรสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดเมื่อพบว่าลูกมีพัฒนาการที่ล่าช้า ควรพบแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว การได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างถูกต้องและรวดเร็วตั้งแต่เริ่มแรก เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการรักษา


ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: http://haamor.com/

บทความโดย: แพทย์หญิง จอมสุรางค์ โพธิสัตย์ (วว.จิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น)

5 ตัวช่วยสำคัญ ให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า ลูกน้อยได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ

5-ตัวช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับ

5 ตัวช่วยสำคัญ ให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจว่า ลูกน้อยได้รับการนอนหลับที่เพียงพอ

  1. มีเคล็ดลับหลายอย่างที่สามารถช่วยให้คุณพ่อคุณแม่แน่ใจว่า ลูกรักได้รับการนอนหลับที่มีคุณภาพในแต่ละคืน และสามารถนอนหลับได้เร็วขึ้น แต่เคล็ดลับที่ดีที่สุดก็คือ การให้ลูกได้ทานนมแม่ก่อนนอนค่ะ เพราะนมแม่มีสารอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารหลัก เช่น คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน รวมทั้ง แอลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งเป็นเวย์โปรตีนในน้ำนมแม่ที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น  ชื่อ ทริปโตเฟน ช่วยสร้างสารเซโรโทนิน ซึ่งมีส่วนช่วยในควบคุมการนอนหลับ โดยร่นระยะเวลานอน ให้หลับได้เร็วขึ้น2  จากการศึกษาของ Cubero, et. Al. พบว่า เด็กที่กินนมแม่จะนอนหลับได้ดีกว่า เนื่องจากนมแม่มีระดับทริปโตเฟนในช่วงกลางคืนสูงกว่าในช่วงกลางวัน ขณะที่เด็กกินนมผสมจะใช้ระยะเวลานานกว่าจะหลับ
  2. เรื่องของสภาพแวดล้อมการนอนหลับของเด็กก็มีความสำคัญเช่นเดียวกันค่ะ เพียงคุณพ่อคุณแม่รักษาอุณภูมิห้องนอน ให้เย็นสบาย เงียบสงบ และมืด ก็จะช่วยให้เด็กๆ นอนหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ
  3. สร้างกิจวัตรประจําวันที่จะช่วยให้ลูกๆ ของคุณผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การอ่านหนังสือนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง หรือร้องเพลงกล่อมเบาๆ
  4. สร้างวินัยเวลาเข้านอนและเวลาตื่นนอนอย่างเคร่งครัดเป็นประจำวันทุกวัน (รวมทั้งสุดสัปดาห์และวันหยุด)
  5. ไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยใช้เวลางีบหลับในตอนกลางวันมากเกินไป เพราะจะทำให้ลูกหลับได้ยากขึ้นช่วงกลางคืน

ข้อแนะนํา ชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมสำหรับเด็กแรกเกิด – 6 ปี

คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิกเฉยเกี่ยวกับการนอนหลับของลูกนะคะ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลูกน้อยของคุณได้รับการนอนหลับเหมาะสมเพียงพอ เพราะการนอนไม่พอ..อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกๆ ได้

จำนวนชั่วโมงการนอนของเด็ก

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: http://www.amarinbabyandkids.com

วิธีป้องกันโรคเสียชีวิตขณะนอนหลับของทารก‬ (SIDS)

วิธีป้องกันโรคเสียชีวิตขณะนอนหลับของทารก‬ (SIDS)

SIDS คือ การเสียชีวิตขณะนอนหลับของทารกอายุน้อยกว่า 12 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ และ เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนภัย แต่หลังจากพ่อแม่ทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ พบว่าช่วยลดปัญหาลงไปได้มากกว่า 50%

1.จัดให้ลูกนอนหงายทุกครั้ง ไม่จัดท่านอนคว่ำหรือนอนตะแคง เพราะนอนตะแคงก็จะกลายเป็นท่านอนคว่ำได้ จะทำให้หน้าของลูกกดทับกับที่นอน ต้องบอกทุกคนให้ทราบ ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ พี่เลี้ยง คนดูแลในศูนย์รับเลี้ยงเด็ก อย่าคิดว่าทำเพียงครั้งเดียวคงไม่เป็นไร เพราะมีกรณีที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ถ้ากลัวว่านอนหงายอาจทำให้ลูกสำลักนมที่ขย้อนขึ้นมาได้ ให้จัดท่าให้หัวสูงเล็กน้อยได้ ถ้ากลัวศีรษะแบน ให้จัดหน้าหันไปด้านข้าง ท่านอนคว่ำทำได้เฉพาะเวลาที่ลูกตื่นอยู่และมีคนคอยดูแลอยู่เท่านั้น จะเป็นการฝึกให้กล้ามเนื้อคอแข็งแรง แต่ถ้าลูกอายุเกิน 6 เดือนแล้ว เด็กบางคนที่สามารถพลิกคว่ำหงายได้เอง กรณีนี้ไม่ต้องกังวลแล้วค่ะ

2.ใช้ที่นอนแข็ง ต้องไม่มีตุ๊กตา หรือ ผ้านุ่มๆ หรือ ที่กันกระแทกขอบเตียง ชนิดอ่อนนุ่ม อยู่ใกล้ๆหน้าเด็ก เหมือนกับในรูปตัวอย่าง เพราะจะอุดจมูกลูกได้

3.ไม่สูบบุหรี่ หากเป็นไปได้ คุณแม่ควรหยุดบุหรี่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ เพราะพบ SIDS ในคุณแม่ที่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์มากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 3 เท่า ถ้าคนอื่นสูบในบ้านก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

4.นอนใกล้ๆลูกได้ แต่อย่านอนเตียงเดียวกัน การศึกษาพบว่า แม่ที่นอนห้องเดียวกับลูกพบ SIDS น้อยกว่านอนแยกห้อง แต่จะเป็นอันตรายถ้าทารกนอนเตียงเดียวกับเด็กหรือผู้ใหญ่คนอื่น ในกรณีที่ให้นมลูก อย่าเอาลูกมานอนด้วยถ้าคุณเหนื่อยมากๆ หรือ กินอัลกอฮอล์ หรือ กินยาที่ทำให้ง่วงนอน

5.ให้กินนมแม่ให้นานที่สุด การศึกษาพบว่า การให้นมแม่ลดความเสี่ยงลงได้มากถึง 50%

6.ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบ ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มากถึง 50%

7.ให้ลูกดูดจุกหลอก ช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะอะไร วิธีใช้จุกหลอกที่ถูกต้อง คือ

  • ถ้าเป็นเด็กกินนมแม่ ให้เริ่มใช้จุกหลอกหลังอายุ 1 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาสับสนหัวนม
  • ใส่จุกหลอกเข้าปากตอนที่คุณวางลูกลงบนที่นอน แล้วเอาออกจากปากตอนที่ลูกหลับแล้ว
  • รักษาความสะอาดของจุกหลอก และซื้ออันใหม่ถ้าชำรุด
  • ห้ามเคลือบจุกหลอกด้วยน้ำผึ้ง หรือ อัลกอฮอล์

8.ระวังไม่ให้ลูกรู้สึกร้อนเกินไป ใส่เสื้อผ้าไม่หนาหรือหลายชั้นเกินไป

9.อย่าเชื่อผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่าป้องกัน SIDS ได้ เพราะไม่มีจริง จะทำให้เราประมาทได้

10.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี กินน้ำผึ้ง เพราะทำให้เป็นโรคโบทูลิซึ่ม แล้วหยุดหายใจขณะนอนหลับได้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: FanPage สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ